แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรม (หลักปฏิบัติที่ดีงาม) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรม (หลักปฏิบัติที่ดีงาม) แสดงบทความทั้งหมด

27 พฤษภาคม 2552

31 มีนาคม 2552

ความสุขคือ.........๙

ทำงานเพื่ออะไร ก็ทำเพื่อความสุข ทุกคนต้องการความสุข แต่ว่าถ้าความสุขเป็นของเฉพาะบุคคล ก็เป็นความสุขที่โง่

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)

3 กุมภาพันธ์ 2552

ความสุขคือ...๘

"ฉันอยากมีความสุข" ทำอย่างไรถึงจะมีความสุข
แค่ "ฉันอยากมีความสุข" ก็จะมี(แต่)ความสุข

บันดาลใจ จาก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ง่ายแค่เนี้ยหรือ ?

1 กุมภาพันธ์ 2552

ฟังสิ ฟังสิ Listen, Listen...

ฟังสิ ฟังสิ
Listen, Listen...
เสียงระฆังอันประเสริฐ
This wonderful sound
นำฉันกลับมา
Brings me back
สู่บ้านอันแท้จริง
To my true home

ติช นัท ฮันห์
Thich Naht Hanh
-------------------
ชวนเปิดไปที่หน้านี้เพื่อฟังเสียง หรือ ดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง ก็มีให้บริการ
ขอบคุณ Washington Mindfulness Community

19 มกราคม 2552

เวลาหนูหายใจ

เวลาหนูหายใจออกจนถึงขีดสุดแล้ว ยังไม่ถึงจุดจบแห่งชีวิต หรือว่าหนูหายใจเข้าจนถึงขีดสุดแล้ว แต่ยังไม่ถึงจุดจบแห่งชีวิต

เอ้า ลองดูสักหน่อยนะ

หายใจเข้า หายใจออก ยังไม่ถึงจุดจบแห่งชีวิต ทั้งขณะที่เข้า และที่ออก
ถามหนูทั้งหมดว่าในขณะที่หนูหายใจเข้าถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่หนูอยากได้ที่สุดของชีวิตคืออะไร
หรือว่าเมื่อหนูหายใจออกถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่หนูอยากได้ที่สุดคืออะไร
หนูทั้งหลายเฝ้าสังเกตุดูหน่อย ชั่วประเดี๋ยวเดียว
มีเด็กผู้หญิงฅนหนึ่งยกมือขึ้น แล้วตอบ เมื่อหนูหายใจเข้าถึงที่สุด หรือว่าเมื่อหนูหายใจออกถึงที่สุดแล้ว สิ่งในโลกนี้หนูไม่อยากได้อะไร หนูอยากได้เพียงแต่ว่าเมื่อหนูหายใจเข้าถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่หนูอยากได้ที่สุด คือ การหายใจออก
หรือเมื่อหนูหายใจออกถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่หนูอยากได้ที่สุด คือ การหายใจเข้า

นั่นคือสัจจะของชีวิต ชีวิตสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นสัจจะอย่างนั้นเอง แต่ธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าไปขวางความรู้สึก ความยึดมั่น ของกลุ่มใด ฅนใด มันจะเกิดความขัดแย้ง ธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้นเอง เมื่อเราฝึกตั้งสติ หรือฝึกให้มีสติ เมื่อเราทำอะไรเนี่ย เราไม่ค่อยรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าสติ เราจะรู้จักแต่คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าสตางค์ เคยถามเด็กๆว่า หรือเฝ้าสังเกตุเด็กๆ ในขณะที่เด็กยังไม่รู้เนี่ย คุณค่าของสตางค์ ระหว่างให้สตางค์กับให้ของกินเนี่ย เด็กเล็กๆที่ยังไม่รู้คุณค่าของสตางค์เนี่ยจะเลือกเอาของกิน แต่ว่าเมื่อเด็กโตหน่อยรู้มูลค่าของสตางค์ เด็กจะเลือกแต่เอาสตางค์ ของกินไม่เอาแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่สูญหายหรือเสียศูนย์ในเรื่องของสตินั้น ถ้าใครไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่เราเรียกว่า สติ หรือ สัมปชัญญะ และพยายามเก็บสะสมทำให้มากทำให้เกิดขึ้น แล้วเก็บสะสมให้มากๆ เมื่อมีเวลาจำเป็น หรือต้องการจะใช้ เราก็สามารถนำมาใช้ได้ทันถ่วงที เหมือนยังกับโลกสมัยปัจจุบันนี้ กำลังแสวงหาคุณค่าของสตางค์ โดยคิดว่าเมื่อมีคราวจำเป็นเราจะได้หยิบสิ่งนั้นมาใช้ แต่ก็ใช้ได้เฉพาะกรณี เฉพาะเรื่อง ใช้ไม่ได้ทุกเรื่องสตางค์เนี่ย มันจะอยู่ในวิสัย ในสถานที่ หรือในเหตุการณ์อะไรๆ ถ้าอยู่ในสถานที่หรือเหตุการณ์ บางทีสิ่งที่เรียกว่า เงินทอง อาจจะเป็นอสรพิษ ก็ได้ อย่างบางท่านเข้าไปในสถานที่ไม่ปลอดภัยเนี่ย ... เพราะฉะนั้นก็มาเรียนรู้ร่วมกัน ว่าทำอย่างไรเราจึงจะตั้งสติ แล้วก็มีสติ แล้วก็ใช้สติมีสัมปชัญญะให้มากที่สุด เราจะแสดงอะไร ให้รู้ว่ามันคือการเคลื่อนไหวของโครงสร้าง คือ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก นี้ เราจะใช้อย่างไรหรือขับเคลื่อนไปในวิถีทางใด ต้องเรียนรู้กันไป คือความสงบนี้มันจะสยบสิ่งต่างๆได้หมด ความจริงเราหาความสงบแล้วก็สยบความฟุ้งซ่านของตัวเองก่อน เมื่อสงบสยบความฟุ้งซ่านแล้ว เราจะได้ใช้พลังแห่งความสงบนั้นในการเคลื่อนไหวที่ล้อทุกซี่ เพื่อไปประกอบการงาน เพราะชีวิตต้องยึดติดการงาน ก็จะเป็นการงานที่ชอบ การงานที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นการงานที่ขับเคลื่อนไปสู่ชีวิต ไปสู่เป้าหมายของชีวิต ความสงบเย็นเป็นสันติสุขของชีวิต และก็เป็นสันติภาพของส่วนรวม ก็ขออนุโมทนาต่อทุกท่าน
โดย ฺพระครูประโชตธรรมาภิรม, วัดวังศิลาธรรมาราม
๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

10 มิถุนายน 2551

การพัฒนาแบบ "บวร"

บวร, บวร- [บอวอน, บอวอระ-] (แบบ) ว. ประเสริฐ, ลํ้าเลิศ, ราชาศัพท์ใช้นําหน้า
คํานามที่เกี่ยวกับวังหน้า เช่น บวรวงศ์ คู่กับ บรม ซึ่งใช้กับวังหลวง
เช่น บรมวงศ์. (ป. ปวร; ส. ปฺรวร).

แต่คำว่าบวรยังมีความหมายอีกนัยหนึ่ง เป็นความหมายของรูปแบบการพัฒนาชุมชนตามแนวพระราชดำริ

บ. บ้าน ในการพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ผลเราต้องพัฒนาจากรากฐาน รากฐานของคน
คือจิตใจ ซึ่งสถานที่ๆ ปลูกฝังและสร้างทุกอย่างในจิตใจคนเราก็คือบ้าน บ้านที่ไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้าง
แต่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

ว. วัด คือสถานที่ที่หลายๆ คนใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่วัดในการพัฒนาแบบ "บวร" มี
ความสำคัญมากกว่านั้น บางคนคิดว่าวัดอยู่ที่ใจ อยู่ที่ไหนก็ทำดีได้ ความคิดเช่นนั้นก็ถูก และ ดี แต่
การที่เราทำดีคนเดียวอาจจะไม่เพียงพอ วัดจึงควรเป็นสถานที่รวมใจคนในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
โดยมีแนวคิดของการทำความดีเป็นศูนย์กลาง คนเราทำดีในวัดได้มากกว่าใส่บาตร ทำบุญ
นอกจากวัดจะเป็นสถานที่รวมตัวกันเพื่อทำความดี วัดยังเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม และประเพณี
อันดีงาม

ร. โรงเรียน โรงเรียนเป็นอีกสถานที่ที่ปลูกฝังทุกอย่างให้เยาชน รองจากบ้าน ดังนั้น โรงเรียนจึงมีบทบาท
สำคัญในการสร้างคน

ถ้าเรามีบ้านที่สอนจิตใจคนให้มีความรัก เอาใจใส่ในสิ่งรอบตัว มีวัดเป็นสถานที่สอนใจ รวมใจ ในการ
ทำความดี ถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตชุมชนที่ดี มีโรงเรียนที่ให้ความรู้ที่เหมาะสม ความรู้ที่เราจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข สังคมก็จะสงบ เรียบร้อย น่าอยู่

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

6 มิถุนายน 2551

สังฆะ คือ สหกรณ์

ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า สังฆะ หมายถึง หมู่, กลุ่ม, ชุมชน จำแนกได้เป็น ๓ ระดับ ดังนี้
๑. สังฆะ ในความหมายอย่างกว้างที่สุด ท่านเห็นว่า วิถีของสากลจักรวาล โลก ธรรมชาติแวดล้อมและสรรพสิ่ง ต้องอยู่รวมกันอย่างเป็น สหกรณ์ คือพึ่งพาอาศัยกันและเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน จึงอยู่ร่วมกันได้ดีมาโดยตลอด...

๒. สังฆะ ในความหมายของวิถีชีวิตของความเป็นอยู่ของหมู่พระภิกษุสงฆ์ หรือชีวิตในวัด ซึ่งเน้นหลักการ "กินอยู่ง่าย ใคร่ครวญสูง" "อยู่อย่างต่ำ กระทำเพื่อผู้อื่น" "ทำงานเต็มความสามารถ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น เจียดส่วนเกินให้ผู้อื่นที่ต้องการ"...

๓. สังฆะ ในความหมายถึง "การคณะสงฆ์ไทย" ซึ่งมีแบบแผนการปกครองการจัดการศึกษา การเผยแพร่ และสาธารณูปการ ที่ต้องจัดให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพคุ้มค่าและยั่งยืนนาน ทั้งเหมาะสมกับยุคสมัย สอดคล้องกับพระธรรมวินัยนั้น
/กลุ่มพุทธทาสศึกษา

และ จากหนังสือ ฺโชคดีมีโอกาส ได้ตามรอยพระยุคลบาท โดยทศพิธราชธรรม (พุทธทาสภิกขุ) มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า
ระบบสหกรณ์นี้สำคัญมาก ขอบอกกล่าวเป็นพิเศษว่า โลกต่อไปจะอยู่รอดได้ด้วยระบบสหกรณ์, ในหลวงท่านทรงค้นคว้ามากเรื่องระบบสหกรณ์ เป็นที่ประจักษ์อยู่แก่ทุกคนว่าสหกรณ์ชนิดไหนจะเหมาะแก่คนไทย ในส่วนไหน ในแขนงไหน ด้านไหน จนจะเป็นนักสหกรณ์ชั้นเอก...

28 เมษายน 2551

“สันโดษ” คือ อะไร

ในความเข้าใจของคุณ
___________________________
___________________________
ผมรอฟังก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง ครับ

เล่าต่อเมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑

หลังจากอ่าน “ว่ายทวนน้ำ” ผมได้เข้าใจความ “สันโดษ” อย่างถ่องแท้ขึ้น ซึ่งได้เขียนเล่าโดย ท่าน ว.วชิรเมธี จึงอยากให้ได้รู้กันถ้วนหน้าเช่นกัน

สันโดษธรรม/สันตุฏฐีธรรม มี องค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ ความหมาย, บริบท, และ วัตถุประสงค์
ความหมาย คือ ความยินดี ความพอใจ
บริบท คือ รู้จักยินดี พอใจ ใน ๓ เรื่อง ดังนี้
๑ ยินดีตามที่ได้ด้วยความเพียรพยายามของตน
๒ ยินดีตามกำลังความสามารถที่สอดคล้องกับความจำเป็นของตน
๓ ยินดีตามสมควรแก่สถานภาพของตน
วัตถุประสงค์ เพื่อก่อให้เกิด “สภาพเอื้อ” (ความพร้อม) ในการพัฒนาชีวิตให้ประเสริฐยิ่งๆขึ้นไป เนื่องจากผู้ที่รู้จักยินดี พอใจ ในเรื่องของตน (วัตถุ) แล้ว สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือ เวลา, สุขภาพ, ความคิดสร้างสรรค์, โอกาสในการอุทิศตนบำเพ็ญคุณงามความดี, และ การมีความพร้อมในการบรรลุถึงวิวัฒนาการขั้นสูงสุดทางปัญญา


ขอให้ความสันโดษจงอยู่กับท่านเทอญ

2 มีนาคม 2551

“ชวนม่วนชื่น”

ขอนำเรื่องหนึ่งจากหนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบรรเทิงหลายเรื่องเล่า โดย พระอาจารย์พรหม แปลโดย คุณศรีวรา อิสสระ มาเล่าให้ฟังกัน
ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน

หลังจากการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ นั้น เราก็หมดตัวและเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ แม้แต่เพิงที่อาศัยได้บนที่ดินผืนนั้น ในช่วงสองสามอาทิตย์แรก เราต้องอาศัยนอนอยู่บนบานประตูเก่า ๆ ที่ซื้อมาถูก ๆ จากคนขายของเก่า เราหนุนบานประตูเก่า ๆ นั้นให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยก้อนอิฐ (เราไม่มีแม้แต่เบาะนอน นั่นก็เป็นของแน่อยู่แล้ว เพราะว่าเราเป็นพระป่านี่)

ท่านเจ้าอาวาสได้บานประตู่ที่ดีที่สุด เป็นบานประตูเรียบ ๆ ส่วนบานประตูของอาตมาเป็นชนิดที่มีบัว แถมยังมีรูขนาดใหญ่พอควรอยู่ตรงกลางตรงบริเวณที่เคยเป็นลูกบิด โชคดีนะที่เขาถอดลูกบิดออกไปแล้ว แต่เจ้ารูนี่ก็ยังคงอยู่เกือบจะกลางเตียงประตูของอาตมาทีเดียว อาตมาเคยพูดตลก ๆ ว่า อาตมาไม่ต้องลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ! ความจริงที่แสนหนาวก็คือว่า ลมสามารถพัดกรูผ่านเจ้ารูนี่มาถึงตัวอาตมา ทำให้อาตมาไม่ค่อยได้หลับได้นอนในช่วงค่ำคืนเหล่านั้น

พวกเราเป็นพระจน ๆ ที่ต้องการอาคารที่พักอาศัย แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างช่างก่อสร้างได้ แค่ค่าวัสดุต่าง ๆ ก็แพงเกินพอแล้ว อาตมาจึงต้องเรียนรู้ว่าเขาทำงานก่อสร้างกันอย่างไร ตลอดจนถึงการผสมคอนกรีต การก่ออิฐ การตั้งหลังคา งานประปา และทุก ๆ อย่าง ก่อนจะบวชอาตมาเคยเป็นนักฟิสิกส์และเป็นครูโรงเรียนมัธยม ผู้ไม่คุ้นเคยกับการใช้แรงงานด้วยมือทั้งสองนี้ เพียงไม่กี่ปีอาตมากลายเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือไม่เบา ขนาดที่จะสามารถเรียกคณะทำงานของอาตมาได้ว่าบริษัทพุทธก่อสร้าง (BBC-Buddhist Building Company) แต่ขณะที่เริ่มต้นนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเอามาก ๆ

การก่ออิฐอาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่โปะปูนลงไปแล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ที ด้านนั้นทีให้เข้าที่ ตอนอาตมาเริ่มก่ออิฐใหม่ ๆ อาตมาแตะกดมุมหนึ่งลงเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พออาตมากดด้านที่ยกขึ้นนั้นให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว หลังจากที่อาตมาดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีกแล้ว โยมลองทำดูสิ!

เพราะอาตมาเป็นพระ อาตมาจึงมีความอดทนและมีเวลาที่จะทำงานได้โดยไม่จำกัด อาตมาจึงทำงานอย่างประณีตที่สุด โดยไม่สนว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอิฐทุก ๆ ก้อนจะถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ในที่สุดการก่อกำแพงอิฐแผงแรกของอาตมาก็สำเร็จลง อาตมาก้าวถอยออกมายืนชื่นชมผลงาน ในชั่วขณะนั้นแหละที่อาตมาสังเกตเห็น ...โอ้ย!... อาตมาก่ออิฐพลาดไปสองก้อน อิฐก้อนอื่น ๆ เป็นแถวเป็นแนวสวยงาม มีแต่เจ้าอิฐสองก้อนนี่แหละที่เอียง ๆ ทำมุมกับแนวอิฐก้อนอื่น ๆ มันดูแย่มาก ๆ เลย มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย

ขณะนั้นปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะสามารถดึงอิฐออกมาก่อใหม่เสียแล้ว อาตมาจึงกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ขอทุบกำแพงเพื่อเริ่มต้นก่ออิฐใหม่อีกครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็อยากจะระเบิดมันทิ้งไปเลย อาตมาก่ออิฐไม่ดี และอาตมาก็รู้สึกอับอาย ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้รื้อ กำแพงนี้จะต้องคงอยู่

เวลาอาตมาพาแขกมาเยี่ยมชมวัดที่เริ่มตั้งใหม่ของเรา อาตมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาแขกเดินไปทางกำแพงนั้น อาตมาไม่อยากให้ใคร ๆ เห็นมันเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้สามสี่เดือน ขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่กับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นกำแพงนั้น แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี่สวยดี”

อาตมาถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า “คุณลืมแว่นสายตาของคุณไว้ในรถหรือเปล่า? สายตาคุณเสื่อมหรือเปล่า? คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐถึงสองก้อนที่วางไม่ดีจนทำให้กำแพงนี้เสียหายหมด?”

คำพูดที่เขาตอบอาตมานั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดของอาตมาต่อกำแพงนั้น ต่อตัวอาตมาเอง และต่อหลาย ๆ แง่มุมของชีวิต เขาบอกอาตมาว่า “ใช่ ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก ๙๙๘ ก้อน ก่อไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ”

อาตมาถึงกับอึ้งทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงนั้น นอกเหนือจากเจ้าสองก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐสองก้อนนั้น ล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดี ไม่มีที่ติ ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนอิฐที่ดีนี้มีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมากมายนัก ก่อนหน้านี้ ตาของอาตมาจับจ้องเฉพาะแต่ที่อิฐสองก้อนนั้น ตาของอาตมามืดบอดต่อสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด อาตมาจึงไม่อาจทนมองกำแพงนั้นได้ และไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็น กำแพงนั้นด้วย เป็นเหตุให้อาตมาอยากจะทลายกำแพงนั้นทิ้ง เดี๋ยวนี้เมื่ออาตมาสามารถเห็นอิฐดี ๆ แล้ว กำแพงนั้นก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป มันก็เหมือนกับที่ผู้มาเยี่ยมคนนั้นพูด “กำแพงนี่สวยดี” เดี๋ยวนี้กำแพงนั้นก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไป ๒๐ ปีแล้ว อาตมาเองก็ลืมเสียแล้วว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหนแน่ อาตมาไม่สามารถเห็นจุดที่ผิดพลาดนั้นจริง ๆ

มนุษย์เราสักกี่คนที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างเพียงเพราะเขาเพ่งมองเห็นแต่ “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน” ที่อยู่ในตัวคู่ชีวิของเขา พวกเรากี่คนที่เคยรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง จนอาจจะเคยคิดฆ่าตัวตายเพียงเพราะเรามองเห็นแต่ “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน” ในตัวของเรา ทั้ง ๆ ที่ ในความเป็นจริงมี “อิฐที่ดีและอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” มากมายอยู่เคียงข้างส่วนบกพร่อง ไม่ว่าจะมองไปทางข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา เพียงแต่เรามองมันไม่เห็นนั้น แทนที่จะเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ สายตาของเรากลับเพ่งมองจดจ่อเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งหมดที่เราเห็นมีแต่สิ่งผิดพลาด จนเราคิดอยากจะทำลายมันทิ้งเสีย มันน่าเศร้าจริง ๆ ที่หลายครั้งหลายหนเราได้ลงมือทลาย “กำแพงที่ดี” นั้นไปจริง ๆ

เราทุกคนย่อมมี ‘ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน’ แต่แต่ละคนก็ย่อมมี ‘ก้อนอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ’ จำนวนมากมายกว่าข้อบกพร่องหลายเท่า เมื่อเรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็ดูจะไม่เลวร้ายนัก ไม่เพียงแต่เราจะสามารถอยู่กับตนเอง และข้อผิดพลาดบางประการของเราได้อย่างสงบสุขแล้ว เรายังสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับสามีหรือภรรยาของเราด้วย นับว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับทนายความผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหย่าร้าง แต่เป็นข่าวดีสำหรับโยม

อาตมาได้เล่าเรื่องสั้น ๆ นี้หลายครั้ง ช่างก่อสร้างคนหนึ่งที่ได้ฟังเรื่องนี้ ได้มาพบอาตมาบอกความลับเกี่ยวกับงานก่อสร้าง เขาบอกว่า “ช่างก่อสร้างอย่างเรา ๆ นี้ มักจะทำสิ่งผิดพลาดได้เสมอ เพียงแต่เราจะบอกลูกค้าของเรา ว่ามันเป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่มีบ้านใดในละแวกนั้นมีเหมือน แถมเรายังเบิกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสองสามพันเหรียญอีกด้วย”

ฉะนั้น มันเป็นไปได้ที่เอกลักษณ์พิเศษจะมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาด ในทำนองเดียวกัน ถ้าเพียงแต่โยมจะเลิกมอง จดจ้องอยู่เฉพาะแต่ข้อผิดพลาด สิ่งที่โยมเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวโยม ในตัวสามีหรือภรรยาของโยม และในชีวิตทั่ว ๆ ไป อาจจะกลับกลายเป็น ‘ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว’ ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตของโยม
ชวนอ่านทั้งเล่มในรูปแบบ pdf

25 กุมภาพันธ์ 2551

ความสุขจากความรัก

เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยรัก (Teaching on Love) หนังสือซึ่งเขียนโดย ท่านติช นัท ฮันห์ ได้กล่าวไว้ถึงบทเรียนว่าด้วยความรักความเมตตา ที่พระพุทธองค์ทรงสอนเรา ให้ได้พบกับความสุขอันเกิดขึ้นจาก ความรักที่แท้จริง

ความรักที่แท้มีองค์ประกอบ ๔ ประการ ซึ่งเรียกว่าพรหมวิหาร ๔
๑. เมตตา หมายถึง การมีไมตรี หรือความตั้งใจและความปรารถนา ที่จะให้ผู้อื่น เบิกบาน เป็นสุข ซึ่งเราจะต้องฝึกฝนและเฝ้าดูอย่างตั้งใจว่า อะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข
๒. กรุณา หมายถึง ความตั้งใจและความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เศร้าเสียใจ น้อยลง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ เพื่อช่วยขจัดทุกข์จากผู้อื่น เพราะถ้าเราเป็นทุกข์ มากเกินไป เราก็อาจย่ำแย่ จนไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดได้
๓. มุทิตา หมายถึง ความยินดีเบิกบาน ที่เจือไปด้วยความสงบและความพอเพียง เราชื่นบานเมื่อได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ขณะเดียวกันตัวเราก็ชื่นบานไปกับความสุขของตนด้วย
๔. อุเบกขา หมายถึง การไม่แบ่งแยก เราและคนที่รักนั้นไม่ใช่สิ่งที่แยกออก เป็นสองส่วน ความสุขของเขาก็คือความสุขของเรา ความทุกข์ของเขาก็คือความทุกข์ของเรา รวมถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยให้ตัวเราและคนที่รักยังคงมีอิสรภาพ

ที่มา หมู่บ้านพลัม : รู้จักความรัก

24 กุมภาพันธ์ 2551

โพชฌงค์ ๗ ธรรมแห่งการตรัสรู้

โพชฌงค์ ๗ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ คือ
๐ สติ(สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
๐ ธัมมวิจยะ(ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
๐ วิริยะ(วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
๐ ปีติ(ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
๐ ปัสสัทธิ(ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
๐ สมาธิ(สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
๐ อุเบกขา(อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง

โพชฌงค์ ๗ เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม๓๗ (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่ สติปัฏฐาน๔ สัมมัปปธาน๔ อิทธิบาท๔ อินทรีย์๕ พละ๕ โพชฌงค์๗ และมรรคมีองค์๘)

ที่มา วิกิพีเดีย

3 กุมภาพันธ์ 2551

ความสุขคือ อยู่เย็นเป็นสุข

โดยเป็นเสียงบันทึกจากรายการบ้านสร้างสุข@ETV
ออกอากาศ วันอังคารที่ ๑๔ พ.ย. ๒๕๔๙
เวลา ๒๐.๓๐-๒๑.๐๐ น. ทาง ETV

ดำเนินรายการโดย นิรมล เมธีสุวกุล

ร่วมสนทนาธรรมโดย...

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
วัดเบญจมบพิตรฯ กทม.

รับฟังได้จาก เสียงธรรม หรือดาวน์โหลดได้ที่ ฟังธรรมดอทคอม

9 มกราคม 2551

มรดกท่านพุทธทาสภิกขุ

วันนี้ขอนำ มรดกจากท่านพุทธทาสภิกขุมานำเสนอ

มรดกที่ ๘๕. ต้นไม้พูดได้ และแสดงธรรมอยู่เสมอ แต่คนไม่ได้ยินเอง มันพูด เรื่องหน้าที่ เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องความสงบ และพูดว่า พวกมนุษย์ อย่าบ้ากันเกินไปนักโว้ย แต่มนุษย์ก็ไม่ได้ยินเอาเสียเลย.

มรดกที่ ๑๕๔. โลกรอดได้ แม้เพียงด้วยมนุษย์ เป็นผู้กตัญญูกตเวที คือรู้ว่า มนุษย์แต่ละคน ต่างมีบุญคุณต่อกัน แล้วก็ เบียดเบียนกันไม่ได้, และรู้ว่า โลกมีบุญคุณแก่มนุษย์ โดยให้ปัจจัยแก่ชีวิต จึงทำลายโลกไม่ได้ เพียงเท่านี้ โลกก็รอดแล้ว.

อ่านทั้งหมดได้จาก พุทธทาส.คอม
หรือ
หนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางมรดก ที่ขอฝากไว้ พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐

6 มกราคม 2551

ความพอเพียง คือ จุดเริ่มต้น

“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่ อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนรวม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้...”
ขออันเชิญ
พระราชกระแสรับสั่ง ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2517

นิยามความพอเพียง
ความพอเพียง ประกอบด้วย
๑ ความพอประมาณ
๒ ความมีเหตุผล
๓ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

โดย การคิด การทำ การใช้ ใดๆให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัย
ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)
คุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน)
เพื่อนำไปสู่ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างสมดุล มั่งคั่ง ยั่งยืน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ที่มา คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ